คุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ บริการด้วยหัวใจ

ยาแก้ปวด


เขียนโดย Khelang writer Team. วันที่ 16/03/2561 เวลา 15:09:05 น.

“แทบทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ เกิดอาการปวด ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัว ปวดฟัน ปวดท้อง ปวดประจำเดือน ปวดข้อ ปวดหลัง อาการปวดเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่บอกถึงความผิดปกติของร่างกายที่รู้สึกได้ทันที และต้องรีบไปพบแพทย์ หากไม่มีอาการปวดเช่นนี้ เราคงไม่มีการแก้ไขอันตรายที่จะเกิดขึ้นและอาจปล่อยให้อาการของโรคลุกลามจนยากที่จะแก้ไข”


ยาแก้ปวด

การรักษาอาการปวดจะต้องพิจารณาอาการอื่นที่อาจเกิดขึ้นประกอบด้วย เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดที่ผิดปกตินั้นว่าเกิดจากอะไร โดยแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ หรือการตรวจทางรังสีเพิ่มเติม ก่อนวางแผนการรักษาร่วมกับการใช้ยาแก้ปวด ซึ่งยาแก้ปวดที่มีใช้โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 กุ่มใหญ่ๆ คือ ยาแก้ปวดชนิดเสพติด และยาแก้ปวดชนิดไม่เสพติด

ยาแก้ปวดชนิดเสพติด เป็นยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ระงับปวดสูง แต่ไม่มีฤทธิ์ลดไข้ ยาแก้ปวดประเภทนี้จะใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลในการระงับอาการปวดแบบเฉียบพลันและรุนแรง เช่น ปวดเกร็งภายในช่องท้อง อวัยวะภายใน ปวดกระดูก ยานี้มีทั้งแบบฉีดเมื่อต้องการเห็นผลรวดเร็ว และแบบรับประทานเมื่อต้องใช้ต่อเนื่อง ได้แก่มอร์ฟีน เมธาโดน โคดีอีน ยาแก้ปวดชนิดเสพติดจะออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ได้รับยาจะมีอาการผ่อนคลาย ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก หายใจช้า การใช้ยาจึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ปัญหาการใช้ยาต่อเนื่องระยะยาวที่พบคือ การติดยา จึงใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น เช่น ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่มีอาการปวดรุนแรง และทรมานมาก ยาแก้ปวดชนิดไม่เสพติด เป็นยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ระงับปวดต่ำ จึงใช้บรรเทาอาการปวดที่รุนแรงน้อยจนถึงรุนแรงปานกลาง และยาเหล่านี้มีฤทธิ์ลดไข้ จึงมักใช้กับอาการปวดที่มีไข้ร่วมด้วย เช่น อาการปวดศีรษะจากไข้หวัด ได้แก่ ยาพาราเซตามอล นอกจากนี้ยังมีประเภทที่แก้ปวดลดไข้และต้านการอักเสบด้วย เช่น แอสไพริน ไอบูเฟน เป็นต้น ยาประเภทนี้ไม่ทำให้เกิดการติดยา ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในการซื้อตามร้านขายยาทั่วไป

พาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ที่ยอดนิยมที่สุด ยาไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เนื่องจากเป็นยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ระงับปวดได้ดี คนทั่วไปมักใช้เป็นตัวเลือกอันดับแรกกับอาการปวดเฉียบพลันที่ไม่รุนแรงมาก เพราะมีราคาถูกและมีผลต่อกระเพาะอาหารน้อยมาก ใช้ระงับอาการปวดศีรษะทั่วไป โดยขนาดที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่คือ 500-1,000 มก. ( 1-2 เม็ด ) ทุก 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทานเกินครั้งละ 1,000 มก. ( 2 เม็ด ) หรือเกินวันละ 4,000 ( 8 เม็ด ) และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 7 วัน หากอาการยังไม่ดีขึ้นต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

การใช้ยาพาราเซตามอลในขนาดสูง หรือติดต่อกันนาน อาจทำให้เกิดเป็นพิษต่อตับอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทำให้เซลล์ตับถูกทำลายได้ เนื่องจากปกติพาราเซตามอลส่วนหนึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นสารที่มีพิษต่อตับในปริมาณน้อย และตับสามารถกำจัดสารพิษดังกล่าวได้ทัน แต่เมื่อการใช้ยาในขนาดที่สูงและเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง สารพิษนี้จะสะสมในปริมาณที่มากขึ้นจนตับไม่สามารถกำจัดได้หมด สารพิษนี้จะสะสมในปริมาณที่มากขึ้นจนตับไม่สามารถกำจัดได้หมด ส่งผลให้สารพิษทำลายเซลล์ตับ ดังนั้นหากผู้ป่วยรายใดต้องได้รับยานี้ในปริมาณที่มากและต่อเนื่อง แพทย์จะต้องตรวจติดตามการทำงานของตับเป็นระยะๆ

แอสไพรินและไอบูโปรเฟน เป็นยาแก้ปวดกลุ่มที่เรียกว่าเอนเสด ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดไข้ เช่น อาการปวดกล้ามเนื้ออักเสบ ปวดฟัน ปวดแบบเฉียบพลัน หรือ เรื้อรังจากข้อพลิก ข้อแพลง ข้อเสื่อม และรูมาตอยด์ ปวดจากการผ่าตัด ปวดประจำเดือน และใช้ลดไข้ได้ดีกว่าพาราเซตามอล ออกฤทธิ์ระงับอาการปวดที่ระบบประสาทส่วนกลาง และบริเวณที่เจ็บปวดยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซีจีเนส ที่พบมากในช่วงที่มีอาการอักเสบ ออกฤทธิ์ทำให้สมองปรับอุณหภูมิให้ต่ำลง ขยาดหลอดเลือดส่วนปลาย ร่างกายจึงถ่ายความร้อนออกมาได้มาก ทำให้ไข้ลด การใช้ยากลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์

ยาแก้ปวดอีกประเภทที่นิยมมากในชนบท คือ ยาชุดแก้ปวดที่บรรจุรวมยาในซองเดียวกันและต้องรับประทานทั้งชุด ยาชุดนี้ประกอบด้วยยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาคลายกังวล และสเตียรอยด์ที่มีอันตรายมาก เมื่อมีการใช้นานติดต่อกันมากกว่า 7 วัน โดยยานี้จะไปกดการทำงานของไต ระบบภูมิคุ้มกัน เยื่อบุกระเพาะอาหาร อาจมีผลทำให้ไตทำงานน้อยลง บวมน้ำ ความดันโลหิตสูง ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ติดเชื้อง่าย ดังนั้น จึงไม่ควรซื้อยาชุดรับประทานเอง โดยที่แพทย์ไม่ได้ควบคุมดูแล






แชร์หัวข้อนี้ :

โรงพยาบาลเขลางค์นคร-ราม

เลขที่ 79/12 ถนนพหลโยธิน ตำบลสวนดอก
อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
รหัสไปรษณีย์ 52100